SARABURI 2

วันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2551

`การทำบุญบั้งไฟ

คติความเชื่อโบราณในภาคอีสานมีอยู่ว่า
การทำบุญบั้งไฟเกี่ยวพันกับทางศาสนา ดังมีปรากฏในนิทานพื้นบ้านเรื่อง “ พญาแถน ” ซึ่งเป็นนิทานที่แฝงคติธรรมไว้อย่างสูงเรื่องหนึ่ง โดยได้กล่าวถึง…
ตำนาน
พระโพธิสัตว์ในชาติที่เสวยร่างเป็นพญาคันคาก ( คางคก ) ซึ่งครั้งกระโน้นห้วงจักรวาลได้ถูกแบ่งเป็น 3 โลก ดังนี้ เทวะโลกอันที่สถิตของเหล่าเทวะโดยมีพญาแถนเป็นผู้ใหญ่ปกครองอยู่บนสวงสวรรค์ มนุษยโลก ซึ่งเป็นที่อยู่ของมนุษย์และสัตว์ รวมทั้งพญาคันคากที่อาศัยอยู่ใต้ต้นโพธิ์ศรีสามกิ่ง ในเมืองพันธุมวดี โลกบาดาล ได้เป็นที่อยู่อาศัยของพญานาค ณ ห้วงมหาสมุทร
กาลครั้งนั้น พญาแถนเทพเจ้าผู้มีหน้าที่บันดาลให้ฝนตกลงมายังพื้นดินและมหาสมุทร มีความโกรธเคืองมวลมนุษย์ที่พากันเคารพนับถือพญาคันคากเป็นจำนวนมาก จึงกลั่นแกล้งไม่ยอมให้ฝนตกลงมาเป็นเวลานานถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน จนกระทั่งพื้นดินแตกระแหงไปทั่ว น้ำในมหาสมุทรก็เหือดแห้ง บรรดามนุษย์และสัตว์ต่างได้รับความเดือดร้อน จนได้ล้มตายเป็นจำนวนมาก ที่เหลืออยู่ก็พากันไปปรึกษาพญาคันคาก เพื่อหาวิธีการอยู่รอดและหาหนทางที่จะทำให้พญาแถนเปลี่ยนใจบันดาลให้ฝนตกลงมาสู่พื้นโลกดังเดิม
ในที่สุดก็พากันตกลงว่าต้องประกาศศึกสงครามกับพญาแถน โดยให้พญานาคเป็นทัพแรกยกไปสู้รบ ผลปรากฏว่าได้รับความพ่ายแพ้กลับมา ลำตัวถูกพญาแถนฟันเป็นลาย จนเห็นเป็นเกล็ดดังภาพวาดในสัตว์เทพนิยายทุกวันนี้
ครั้งที่ 2 ได้มอบให้พญาต่อ – แตน นำทัพออกไปทำศึกสงครามซึ่งก็ได้รับความปราชัยกลับมาเหมือนกัน พญาต่อ – แตน ถูกฟันเป็นลาย ดังมีสภาพที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน
พญาคันคากได้ทราบเหตุการณ์มาโดยตลอด เลยค้นหาวิธีทำศึกกับพญาแถนด้วยปัญญา จึงกำหนดแผนการขั้นแรก โดยใช้พญาปลวกช่วยกันก่อจอมปวกเป็นถนนสูงขึ้นไปถึงเมืองแถน อีกทั้งเกณฑ์ให่พญามอดนำบริวารไปแอบเจาะด้ามอาวุธของพญาแถนและบริวารเอาไว้เป็นการล่วงหน้า ก่อนที่จะยกทัพไปถึง แผนการขั้นต่อไปสั่งให้พญาแมงป่องและพญาตะขาบพาสมัครพรรคพวกไปแฝงตัวอยู่ตามกองเสื้อผ้าอาภรณ์ และเสบียงอาหารของกองทัพพญาแถน
รุ่งเช้า พญาแถนทราบข่าวข้าศึกยกทัพมาประชิดติดเมือง จึงสั่งให้แม่ทัพนายกองเตรียมพลเข้าต่อสู่ จึงถูกหน่วยจารกรรมของพญาคัคากที่ซ่อนอยู่กัดต่อยเอาเจ็บปวดระบบไปทั้งกองทัพ พญาคันคากเห็นเป็นโอกาสเหมาะจึงท้าให้พญาแถนออกมาสู้รบให้ประจักษ์แก่บรรดาผู้ใต้บังคับบัญชา โดยพญาคันตากได้ทรงช้างงับ ( เต่า ) มีบ่วงบาศก์เป็นอาวุธ ( ลิ้น )
ส่วนพญาแถนทรงช้างศึกพรั่งพร้อมด้วยศาสตราวุธต่าง ๆ แต่ครั้งพญาแถนจะหยิบอาวุธประเภทใดก็ปรากฏว่า ถูกมอดกัดเจาะด้ามผุพังจนหมด ไม่มีอาวุธต่อสู้เลย ถูกพญาคันคากใช้บ่วงบาศก์คล้องคอ ลากตกลงจากช้างทรงยอมแพ้อย่างศิโรราบ พญาแถนได้ขอร้องให้พญาคันคากปล่อยตนให้เป็นอิสระ โดยสัญญากันว่า ยินดีให้ฝนตกลงมายังโลกมนุษย์ดังเดิม แต่ในปีต่อไปเพื่อกันลืม หากถึงเดือน 6 ถ้ามนุษย์ต้องการให้ฝนตกลงมาสู่พื้นดินและมหาสมุทรให้จุดบั้งไฟขึ้น ตนก็จะส่งฝนตกลงมา ส่วนมากน้อยเพียงใด ถือเอาเสียงกบ เสียงเขียด อึ่งอ่าง ร้องเป็นสัญญาณ ครั้นพอได้ยินเสียงว่าดุ๋ยดุ่ยหรือเสียงโหวดของชาวนาก็จะให้ฝนหยุดตก เริ่มแต่บัดนั้น พญาแถนก็ได้ปฏิบัติตามสัญญา จนกระทั่งตราบเท่าทุกวันนี้
ความเชื่อและความสำคัญ
งานบุญบั้งไฟ เป็นประเพณีอย่างหนึ่งของชาวไทยอีสาน ผู้คนนิยมกระทำกันก่อนลงมือทำนาทำไร่ และร่วมกันจัดขึ้นเป็นประจะทุกปี ซึ่งถือว่าเป็นประเพณีที่สืบต่อกันมาแต่โบราณกาล จัดทำขึ้นตามความเชื่อในเรื่องการขอฝนจากพญาแถนในเดือน 6 โดยชาวอีสานมีความเชื่อว่าภายหลังจากการจัดงานบุญบั้งไปแล้ว เทพยดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จะดลบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ทำให้พืชพรรณธัญญาหารสมบูรณ์ และยังเป็นคติความเชื่อโบราณในภาคอีสานว่า การทำบุญบั้งไฟนี้ยังเกี่ยวพันกับทางศาสนา ดังมีปรากฏในนิทานพื้นเมืองเรื่อง “ พญาแถน ” ซึ่งเป็นนิทานที่แฝงคติธรรมไว้อย่างสูงเรื่องหนึ่ง
บุญบั้งไฟถือได้ว่าเป็นพิธีกรรมหรือประเพณีที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของชาวอีสาน เพราะเป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำนา ซึ่งเป็นอาชีพหลัก และเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญที่สุดของประชากรในภูมิภาคนี้ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความสามัคคีในหมู่คณะด้วย ( รุจิกาญจน์ พงศ์กลัด , 2544 )
posted by Dr.Supit at 08:05

2 Comments:

ไม่มีโอกาส ได้ไปดูเลย ดูแต่ใน ทีวีf

14 เมษายน 2551 เวลา 23:30  

เป็นนิทานแฝงคติธรรมที่ดีมากๆ ถ้านำไปเล่าให้นักเรียนฟัง นักเรียนต้องสนใจแน่ๆ เพราะเนื้อหาตื่นเต้น สนุกสนานแฝงด้วยคติธรรม
เคยเห็นแต่ในทีวี ถ้ามีโอกาสจะต้องไปให้ได้สักครั้ง จริงๆ (แต่ถ้าติดใจอาจไปหลายครั้งนะ)

27 เมษายน 2551 เวลา 22:49  

แสดงความคิดเห็น

<< Home