SARABURI 2
วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

นักเรียนเก่งที่สุดในโลกเขาปั้นกันอย่างไร?
รศ.ดร.สุพิทย์ กาญจนพันธุ์ Ph.D.
รศ.ดร.สุพิทย์ กาญจนพันธุ์ Ph.D.
นักเรียนมัธยมอายุ 15 ปีของประเทศฟินแลนด์ สามารถทำคะแนนจากแบบทดสอบคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่านได้ดีที่สุด ในบรรดาประเทศในกลุ่มองค์การเพื่อการพัฒนาและร่วมมือกันด้านเศรษฐกิจ (OECD-Organization for Economic Cooperation and Development)การทดสอบด้วยโปรแกรมการประเมินนักเรียนนานาชาติ เรียกว่า PISA-Programme for International Student Assessment เป็นโครงการประเมินของผลการเรียน เป็นช่วงๆ ละ 3 ปี สำหรับนักเรียนอายุ 15 ปีของประเทศสมาชิก ปีแรกทำการประเมินในปี ค.ศ. 2000 เน้นทดสอบด้านความสามารถในการอ่าน ช่วงที่ 2 ประเมินในปี 2003 ทดสอบด้านคณิตศาสตร์ และ การแก้ปัญหา และในปีพ.ศ. 2006 ทำการทดสอบความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติจากผลการทดสอบล่าสุดปี 2003 มีนักเรียนเข้าร่วมจำนวน 6,235 คน จากโรงเรียน 197 แห่ง จาก 161 ประเทศซึ่งนับรวมประเทศไทยด้วย ปรากฏว่านักเรียนจากฟินแลนด์ ชนะเลิศในวิชาการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ส่วนเทคนิคการแก้ปัญหาแพ้แก่นักเรียนจากประเทศเกาหลีไต้เพียงเฉียดฉิว ในทุกวิชานักเรียนฟินแลนด์ ทำค่าคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม OECD ประมาณ 40-50 คะแนน จากคะแนนเฉลี่ยโดยทั่วไปประมาณ 500 คะแนนความเข้าใจและใส่ใจต่อความต้องการของเด็กคือกุญแจสู่ความสำเร็จจากการสำรวจโรงเรียนของฟินแลนด์พบว่า กุญแจสำคัญอันนำไปสู่ความสำเร็จดังกล่าว ประกอบด้วย1. การประกันความเสมอภาคทางโอกาสแก่นักเรียนทุกคนโดยไม่แบ่งชนชั้น2. ไม่มีการเปรียบเทียบผลการเรียนระหว่างบุคคล จะเน้นการให้ความช่วยเหลือแนะแนวทางนักเรียนที่มีความต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ทั้งนี้พบว่ามีเด็กนักเรียนเพียงจำนวนน้อยนิดที่ต้องเรียนซ้ำชั้น3. ปัจจัยเสริมอื่นๆ ที่เกื้อหนุนให้นักเรียนฟินแลนด์ เก่งกาจขนาดนี้มีหลากหลายปัจจัย เช่นเด็กเล็กๆ รู้สึกปลอดภัยและอบอุ่น และมีแรงจูงใจเพิ่มขึ้นจากการสอนของครูเพียงคนเดียว นักเรียนเรียกชื่อแรกของครู เหมือนคนไทย ไม่มีการให้เกรดในการประเมินการเรียน ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนเป็นไปในลักษณะอบอุ่น เป็นธรรมชาติ มีการเน้นการสร้างสรรค์บรรยากาศอันรื่นรมย์ และจูงใจให้เกิดเรียนรู้เป็นอย่างสูงในโรงเรียน การจัดให้มีเครือข่ายห้องสมุดแบบผสมผสาน การจัดให้บริการที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อความสามารถในการอ่านของนักเรียนโดยตรง นักเรียนฟินแลนด์ เป็นนักอ่านชั้นยอดเกือบทุกคน รายการโทรทัศน์จากต่างประเทศ จะออกอากาศเป็นภาษาต่างประเทศโดยตรง และใช้ภาษาฟินแลนด์เป็นตัววิ่งอยู่ด้านล่าง ซึ่งเป็นวิธีช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนภาษาต่างประเทศได้ดีขึ้น สามารถ อ่านภาษาของตนเองได้เร็วขึ้นหลักและวิธีการสอน.. การเรียนการสอนยึดหลัก การเรียนรู้ด้วยการกระทำและจากพื้นฐานกิจการของชุมชน (Learning by doing and Community Orientation) ของนักการศึกษาชาวฝรั่งเศสชื่อ Ce'lestin Freinet ซึ่งปรากฏให้เห็นทั้งในหลักสูตรแกนกลางแห่งชาติ และหลักสูตรเฉพาะของแต่ละเมือง โรงเรียนบางแห่งเช่น Stromberg School ยอมรับหลักการดังกล่าวในเชิงปฏิบัติ โดยการออกแบบและสร้างโรงเรียนให้เป็นห้องปฏิบัติการเรียนรู้ และจัดกิจกรรมของผู้เรียน ตั้งแต่เริ่มเข้ามาเรียนในแต่ละชั้นเรียนจะมีหลากหลายช่วงอายุของนักเรียน จะไม่มีการนำผลการเรียนมาเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างบุคคล การมอบหมายงานระหว่างนักเรียน เรียนเร็ว และเรียนช้า จะมีความแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของแต่ละคนการเรียนรู้เริ่มจากกิจกรรมประจำวันกิจกรรมการเรียนของนักเรียนเริ่มจากการเข้าไปมีส่วนร่วมในงานประจำวันทั่วไป ตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ละกลุ่มจะสลับกันทำกิจกรรมต่างชนิดกัน เช่นเข้าไปดูเรือนเพาะชำกล้าไม้ ชมห้องสมุด การเก็บขยะกระดาษ การนำวัสดุเหลือใช้มาใช้ใหม่ การทำปุ๋ยหมัก สนามหญ้า ตู้ปลา ช่วยงานโรงอาหาร ช่วยเลี้ยงและให้อาหารเต่าทะเล ฯลฯ กิจกรรมเหล่านี้ ครูจะไม่เป็นผู้แนะนำ แต่จะให้บุคลากรในสถานที่นั้นๆ เป็นพี่เลี้ยงให้ เช่น พนักงานทำความสะอาด แม่ครัว ยาม ฯลฯ ซึ่งทุกคนต้องมีส่วนรับผิดชอบร่วมกัน ในการให้การศึกษาแก่เด็กนักเรียนทุกคนชั้นเรียนเปิดต้อนรับ พ่อ-แม่ผู้ปกครองเข้ามาช่วยสอนในห้องปฏิบัติการ และช่วงเย็นหลังเรียน ขณะเดียวกันโรงเรียนจะนำนักเรียนไปดูงานนอกสถานที่เป็นประจำในแต่ละปีโรงเรียนจะมีเป้าหลักเพื่อการเรียนรู้แตกต่างกันไปเกี่ยวกับ ดิน น้ำ ลม ไฟ (Water Earth Air and Fire) การเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ สามารถประมวลเข้ากับสถานที่ต่างๆได้อย่างกลมกลืนและมีศิลปะ เช่น สนามเด็กเล่น สถานรับรับเลี้ยงดูเด็กตอนกลางวัน ฯลฯโรงเรียนแบบประสมนักเรียนฟินแลนด์เริ่มเข้าเรียนตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ใช้เวลาเรียนในภาคบังคับ 9 ปี จนอายุ 17 ปี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งค่าเรียน ค่าอาหารกลางวัน ค่าเดินทางไปกลับ จากโรงเรียน ค่าดูแลรักษาสุขภาพฟรีทั้งหมดสรุปปัจจัยเบื้องหลังความสำเร็จของนักเรียนฟินแลนด์1. โครงสร้างทางสังคมซึ่งเสริมส่งการอ่านก. วัฒนธรรม ความรักการอ่านหนังสืออย่างจริงจังของชาวฟินแลนด์ เช่นเกือบทุกบ้านเป็นสมาชิกรับหนังสือพิมพ์, พ่อแม่ช่วยลูกอ่านหนังสือที่บ้าน ค่านิยมเรื่องการอ่าน การรู้หนังสือเป็นที่ยอมรับของสังคม สื่อมวลชนมีบทบาททางสร้างสรรค์ก่อให้เกิดนิสัยรักการอ่านและการเขียน ฯลฯข. ระบบเครือข่ายของห้องสมุดที่มีมากมายกระจายทั่วทุกพื้นที่ มีเครื่องมืออำนวยความสะดวกทันสมัย มีหนังสือตำรา ที่ควรค่าต่อการอ่านสำหรับครอบครัว สามารถสืบค้นจากอินเทอร์เน็ตได้ มีพนักงานห้องสมุดที่ให้บริการอย่างเต็มความสามารถ เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้ให้เข้ากับโรงเรียนค. แม่ของเด็กชาวฟินแลนด์ จะมีการศึกษาสูง ตำแหน่งการงานดี เป็นแบบอย่างแก่เด็กหญิงชาวฟินแลนด์ได้ดี โดยเฉพาะด้านการอ่านหนังสือมีมากกว่าผู้ชาย (พ่อ)ง. การใช้ตัววิ่งภาษาฟินแลนด์ในภาพยนตร์ต่างประเทศ เสียงในฟิล์มทำให้เด็กชาวฟินแลนด์อ่านได้รวดเร็วยิ่งขึ้นจ. การท่องเน็ต, การส่งข้อความสั้นๆ (SMS) การเล่นเกมส์ เป็นงานอดิเรกสามารถเพิ่มนิสัยรักการอ่านได้ แม้อาจลดการอ่านหนังสือลงบ้าง2. ปัจจัยเรื่องการเรียนการสอนและภาษาฟินแลนด์ก. ตัวอักขระ และการเขียนของภาษาฟินแลนด์ ตรงกับเสียงที่เปล่งออกมาอย่างตรงไปตรงมา ทำให้การเรียนรู้ในการอ่านทำได้ง่าย (What you say is What you write)ข. หลักสูตรแห่งชาติเน้นทักษะกลยุทธ์การอ่าน และการเขียน ส่วนวิธีการประเมินเพื่อปรับปรุงให้ครูและโรงเรียนมีอิสระในการเลือกค. อุปกรณ์การสอนมีหลากหลาย ครูสามารถเลือกวัสดุประกอบการสอนได้อย่างเป็นอิสระง. นักเรียนมีส่วนร่วมในการเลือก หนังสือ วารสาร หรือสื่ออื่นๆ เพื่อใช้ในการเรียนการสอนการอ่านจ. เด็กๆ จากครอบครัวผู้อพยพสามารถเรียนรู้การอ่านด้วยภาษาของตนเองฉ. ครูมีส่วนช่วยให้นักเรียนอ่านหนังสือในเวลาว่างทุกโอกาสช. โรงเรียนและห้องสมุด, หนังสือพิมพ์ และวารสารมีส่วนช่วยในการเรียนเป็นอย่างสูงสรุปภาพรวมของความสำเร็จ- ถามว่าฟินแลนด์จัดหาครูเก่งได้อย่างไร? อาจเป็นเพราะค่านิยมเรื่องการอ่านออกเขียนได้ ได้รับการยกย่อง ดังนั้นการคัดเลือกผู้ที่จะไปสอน หรือฝึกสมองคน จึงกระทำอย่างเข้มข้น ผู้สมัครเข้าเรียนครู 7 คนจะได้รับการคัดเลือกเพียง 1 คนซึ่งเข้มข้นกว่าการคัดเลือกเข้าเรียนเป็นแพทย์ วิศวกร หรือ นักกฎหมาย ครูที่ไร้ความสามารถจะถูกไล่ออกซึ่งมีน้อยมาก ครูมีเสรีภาพทางวิชาการสูงมาก สามารถเลือกวิธีสอนได้เอง เลือกสื่อการสอนเองหรือไม่เลือกเลยก็ได้ ไม่มีการประเมินหรือตรวจสอบครู- การไม่มีแบบทดสอบมาตรฐานไม่มีการสอบไล่ ทำให้นักเรียน เรียนด้วยความสบายใจไม่กดดันและเป็นธรรมชาติ มีการสอบเข้มข้นเพียงครั้งเดียวตอนอายุ 18 ปี คือการสอบเข้าเป็นนักศึกษา (Matriculation) ในมหาวิทยาลัย โดยเฉลี่ยนักเรียน 2 ใน 3 ส่วนสามารถสอบเข้าเรียนต่อได้- การให้บริการอาหารกลางวัน การเดินทาง การบริการสุขภาพและ ค่าเล่าเรียนจัดให้ฟรี ทั้งหมดทำให้ครูและนักเรียนสามารถมุ่งเรื่องการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่- นักเรียนได้รับการฝึกให้ค้นคว้าด้วยตนเอง ตั้งเป้าหมายการเรียนด้วยตนเอง และประเมินตนเองตลอดเวลา- ครูต้องให้กำลังใจนักเรียนเท่านั้น และต้องถือว่าข้อผิดพลาดของนักเรียนคือโอกาสแห่งการเรียนรู้ใหม่ๆ ครูต้องช่วยเหลือเต็มที่แหล่งอ้างอิง1. เฟอร์กัส บอร์เดวิช เรียนดีเลิศ Reader’s Digest กันยายน 2548. P95-1012. The Finnish School-a source of skills and well-being available : http://virtual.finland.fi/Education_Research/
posted by Dr.Supit at 06:11

39 Comments:
เราสามารถสร้างคนเก่งได้
สังคมในปัจจุบันเป็นสังคมโลก ถ้าประเทศไทยยังหวังเงินและหน้าตา หรือเพื่อการเมือง การศึกษาของเด็กไทยน่าเวทนามาก ทำโครงการเม็กกะโปรเจก เพื่อลงทุนทุนมากมาย แต่แปลกใจผู้ใหญ่ในเมืองไทย ไม่ยอมลงทุนการศึกษาหรือลงทุนเพื่อพัฒฯทรัพยากรมนุษย์
เป็นห่วงการศึกษา แต่เวทนาผู้ใหญ่ในเมืองไทย
ในประเทศฟินแลนด์จัดรูปแบบการศึกษาตั้งแต่พื้นฐานในชีวิตประจำวันคือเริ่มจากครอบครัว และนำสู่ระบบโรงเรียนฉะนั้นผู้ปกครองก็จะมีความรู้ร่วมกับเด็กสามารถให้คำแนะนำและมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
ในระบบโรงเรียนนักเรียนมีบทบาทมากในการจัดและเลือกกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างอิสระ และที่สำคัญครูผู้สอนต้องมีความสามารถอย่างมากและต้องศึกษาค้นคว้าตลอดเวลาเพื่อให้ทันต่อเทคโนโลยี
นักเรียนเก่งที่สุดในโลกเขาปั้นกันอย่างไร?
โครงการทดสอบความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และการแก้ปัญหา ของประเทศในกลุ่มองค์การเพื่อการพัฒนาและความร่วมมือกันด้านเศรษฐกิจ (OECD) ในปี 2003 จากผู้เข้าร่วมแข่งขัน 6235 คน จาก 161 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย นักเรียนจากประเทศฟิลแลนค์ชนะเลิศด้านคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์แส่วนการแก้ปัญหาแพ้ประเทศเกาหลีไปเพียงเล็กน้อย นักเรียนของฟิลแลนค์สามารถทำคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าประเทศต่างๆ เป็นอย่างมาก
อะไร ? เป็นสิ่งที่ทำให้เด็กฟิลแลนค์ประสบความสำเร็จขนาดนี้
1. ความเสมอภาคกันจริงๆ ในด้านการศึกษาของประเทศฟิลแลนค์
2. ไม่มีการเปรียบเทียบผลการเรียนระหว่างบุคคล
3. ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนอยู่ในระดับที่ดีมาก
หลักในการจัดการเรียนการสอน ยึดหลักการเรียนรู้จากการกระทำ โดยอยู่ภายใต้การสนับสนุนจากชุมชน ทุกภาคส่วนมีความรับผิดชอบในการจัดการศึกษาร่วมกัน พร้อมให้การสนับสนุน
นักเรียนของฟิลแลนค์เรียนในภาคบังคับ 9 ปี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น โครงสร้างทางสังคมที่ส่งเสริมการอ่าน จนเป็นค่านิยมของคนฟิลแลนค์ รัฐจะเป็นผู้จัดหา ส่งเสริม ให้เด็กรักการอ่าน คนที่จะมาเป็นครูถูกคัดเลือกอย่างเข็มข้น ถ้าครูไม่มีประสิทธิภาพจะถูกคัดออกทันที ครูมีเสรีภาพทางวิชาการสูงมาก สามารถเลือกวิธีสอน เลือกสื่อได้อย่างอิสระ ไม่มีการประเมินผู้สอน ไม่มีการสอบไล่นักเรียนเรียนอย่างไม่มีแรงกดดัน ครูจึงเป็นผู้ที่ต้องคอยให้กำลังใจนักเรียน ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นโอกาสของการเรียนรู้ใหม่ๆ
จากบทความนี้ในฐานะที่เป็นครูผู้สอนข้าพเจ้าเห็นว่าในประเทศของเรา การคัดเลือกคนเข้ามาเป็นครูยังไม่เข้มข้นเหมือนกับประเทศฟินแลนด์ หลายคนที่เข้าเรียนครูเพราะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ จึงมาเรียนครูที่สถาบันราชภัฏ ซึ่งคนที่เต็มใจอยากเป็นครูและตั้งใจ เต็มใจจะเข้ามาเรียนครูจริงๆนั้นอาจจะมีแต่ไม่มาก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเงินเดือนค่าตอบแทนต่ำ ส่วนในเรื่องการจัดการเรียนการสอนนั้น บางครั้งคำว่าบูรณาการการจัดการเรียนการสอนก็เป็นเพียงคำพูดที่โก้หรู แต่ครูไม่ได้ปฏิบัติจริงตามนั้น ยังคงสอนด้วยวิธีการเดิมๆอยู่เป็นส่วนมาก ที่กล่าวว่าฟินแลนด์มีการเรียนการสอนยึดหลัก การเรียนรู้ด้วยการกระทำและจากพื้นฐานกิจการของชุมชน ขณะนี้ในประเทศไทยเองก็เริ่มที่จะทำ แต่ก็กระท่อนกระแท่นเด็มที แต่อย่างไรก็ตามในฐานะที่เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการการศึกษา ข้าพเจ้าจะปฏิบัติงานในหน้าที่ให้เต็มความสามารถ เพื่อเด็กไทยและเพื่อประเทศไทยของเรา
นักเรียนเก่งเขาปั้นกันได้อย่างไร
การเรียนการสอนที่ไม่เน้นการวัดและประเมินผลทำให้นักเรียนมีความเป็นอิสระทางความคิด สามารถแสวงหาความรู้ได้ตลอดเวลา และคำนึงถึงเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลนั้น จะมีการมอบหมายงานให้นักเรียนระหว่างนักเรียนเก่งและนักเรียนอ่อน เรียนเร็วและเรียนช้าจะได้งานที่เหมาะสมกับความสามารถของบุคล และการเรียนนั้นรัฐต้องจัดการเรียนการสอนโดยสนับสนุนทุกอย่างผู้เรียนจะต้องไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น
กี่ครั้งแล้วที่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่ก็ไม่เห็นมีรัฐบาลไหนให้ความสนใจ ทั้งๆที่นักวิชาการของไทยที่มีความสามารถเยอะแยะ แต่เราเอาใครก็ไม่รู้เข้าไปนั่งในสภาแล้วก็รักษาแต่ผลประโยนช์ของตนเอง ไม่รักษาผลประโยนช์ของประเทศ ไม่รักษาภูมิปัญญาของคนไทย ช้ำใจจริงๆ
ส้มตำโกอินเตอร์สั่งนำเข้าจากต่างประเทศจากจานละ 15 บาทเป็นจานละ10ดอลล่าU.S.A
เบื้องหลังของความสำเร็จของการศึกษา คือความร่วมมืออย่างจริงจังของทุกฝ่าย ได้ลงมือทำโดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนหรือความก้าวหน้าของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หวังเงินและหน้าตา หรือเพื่อการเมือง การศึกษาของเด็กไทยน่าเวทนามาก ทำโครงการเม็กกะโปรเจก เพื่อลงทุนทุนมากมาย แต่แปลกใจผู้ใหญ่ในเมืองไทย ไม่ยอมลงทุนการศึกษาหรือลงทุนเพื่อพัฒฯทรัพยากรมนุษย์
เป็นห่วงการศึกษา แต่เวทนาผู้ใหญ่ในเมืองไทย
ความสำเร็จการจัดการศึกษาของประเทศฟินแลนด์
1.ให้โอกาสแก่นักเรียนทุกคนโดยไม่แบ่งชนชั้น
2.เน้นการให้ความช่วยเหลือแนะแนวทางนักเรียน ไม่มีการเปรียบเทียบผลการเรียน
3.เน้นการสร้างสรรค์บรรยากาศอันรื่นรมย์ และจูงใจให้เกิดเรียนรู้
สรุปปัจจัยเบื้องหลังความสำเร็จของนักเรียนฟินแลนด์
1. โครงสร้างทางสังคมซึ่งเสริมส่งการอ่าน
ก. วัฒนธรรม ความรักการอ่านหนังสืออย่างจริงจังของชาวฟินแลนด์ ทุกคนนิสัยรักการอ่านและการเขียน ฯลฯ
ข. ระบบเครือข่ายของห้องสมุดที่มีมากมายกระจายทั่วทุกพื้นที่ เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้ให้เข้ากับโรงเรียน
ค. แม่ของเด็กชาวฟินแลนด์ จะมีการศึกษาสูง ตำแหน่งการงานดี เป็นแบบอย่างแก่เด็กหญิงชาวฟินแลนด์ได้ดี
ง. การใช้ตัววิ่งภาษาฟินแลนด์ในภาพยนตร์ต่างประเทศ เสียงในฟิล์มทำให้เด็กชาวฟินแลนด์อ่านได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
จ. การท่องเน็ต, การส่งข้อความสั้นๆ (SMS) เพิ่มนิสัยรักการอ่านได้ แม้อาจลดการอ่านหนังสือลงบ้าง
2. ปัจจัยเรื่องการเรียนการสอนและภาษาฟินแลนด์
ก. ตัวอักขระ และการเขียนของภาษาฟินแลนด์ ตรงกับเสียงที่เปล่งออกมาอย่างตรงไปตรงมา ทำให้การเรียนรู้ในการอ่านทำได้ง่าย (What you say is What you write)
ข. หลักสูตรแห่งชาติเน้นทักษะกลยุทธ์การอ่าน และการเขียน ส่วนวิธีการประเมินเพื่อปรับปรุงให้ครูและโรงเรียนมีอิสระในการเลือก
ค. อุปกรณ์การสอนมีหลากหลาย ครูสามารถเลือกวัสดุประกอบการสอนได้อย่างเป็นอิสระ
ง. นักเรียนมีส่วนร่วมในการเลือก หนังสือ วารสาร หรือสื่ออื่นๆ เพื่อใช้ในการเรียนการสอนการอ่าน
จ. เด็กๆ จากครอบครัวผู้อพยพสามารถเรียนรู้การอ่านด้วยภาษาของตนเอง
ฉ. ครูมีส่วนช่วยให้นักเรียนอ่านหนังสือในเวลาว่างทุกโอกาส
ช. โรงเรียนและห้องสมุด, หนังสือพิมพ์ และวารสารมีส่วนช่วยในการเรียน
ความสำเร็จของเด็กฟินแลนด์
1.ความเสมอภาคด้านการศึกษา
2.ครู-นักเรียนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
3.ไม่มีการเปรียบเทียบผลการเรียนระหว่างบุคคล
ความสำเร็จการศึกษาของฟินแลนด์
1. การประกันความเสมอภาคทางโอกาสแก่นักเรียนทุกคนโดยไม่แบ่งชนชั้น
2. ไม่มีการเปรียบเทียบผลการเรียนระหว่างบุคคล จะเน้นการให้ความช่วยเหลือแนะแนวทางนักเรียนที่มีความต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ทั้งนี้พบว่ามีเด็กนักเรียนเพียงจำนวนน้อยนิดที่ต้องเรียนซ้ำชั้น
3. ปัจจัยเสริมอื่นๆ ที่เกื้อหนุนให้นักเรียนฟินแลนด์ เก่งกาจขนาดนี้มีหลากหลายปัจจัย
จากบทความนี้ผู้อ่านเห็นว่าในประเทศของเรา การคัดเลือกคนเข้ามาเป็นครูยังไม่มีประสิทธิภาพเหมือนกับประเทศฟินแลนด์
เรื่องการจัดการเรียนการสอนนั้น บางครั้งคำว่าบูรณาการการจัดการเรียนการสอนก็เป็นเพียงคำพูดที่โก้หรูแต่ครูไม่ได้ปฏิบัติจริงตามนั้น ยังคงสอนด้วยวิธีการเดิมๆอยู่เป็นส่วนมาก
ซึ่งหากเราต้องการที่จะให้การศึกษาของไทยประสบความสำเร็จนั้น เราต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังของทุกฝ่าย ได้ลงมือทำโดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนหรือความก้าวหน้าของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง รวมถึงการกำหนดนโยบายทางการศึกษาของภาครัฐ
เป็นที่น่าสังเกตุว่าเราคนไทยโดนฝรั่ง คอยเอาเปรียบทุกวิถีทาง ในการใช้ความได้เปรียบทางด้านเทคโนโลยี ยกตัวอย่างการเอาเปรียบด้ารการจดลิขสิทธิ์ข้าวหอมมะลิ ตอนนี้ยังจะเอาเปรียบ "มะละกอ" อีกแล้ว
แล้วเราจะทำไงดี
นับว่าเป็นสิ่งที่ดีที่ประเทศไทยน่าจะนำวิธีการจัดการศึกษามาใช้กับเด็กนักเรียนในประเทศไทย
การเรียนของเด็กฟินแลนด์ ยึดหลักการเรียนรู้
ด้วยการกระทำจากพื้นฐานกิจกรรมของชุมชน การออกแบบ
และสร้างโรงเรียนให้เป็นห้องปฏิบัติการเรียนรู้ การจัด
กิจกรรมของผู้เรียน การเรียนรู้จากภายนอก นักเรียนของเขา
ต้องศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง โดยตั้งเป้าการเรียนรู้ด้วยตนเอง
ประเมินตนเองตลอดเวลา เมื่อเด็กผิดพลาด ครูต้องคอย
ให้กำลังใจให้ถือข้อผิดพลาดของนักเรียนคือโอกาสแห่งการ
เรียนรู้ใหม่ ๆ นี่คือเหตุผลที่ทำไมเด็กฟินแลนด์จึงได้เก่ง
กว่าเด็กอื่น ๆ หากการศึกษาของไทยเปิดโอกาสให้เด็ก
ได้เรียนรู้ และให้เด็กได้แสดงออกโดยครู หรือผู้ปกครอง
คอยให้คำชี้แนะ และให้กำลังใจ เด็กจะกล้าแสดงออก
และมีความคิดสร้างสรรค์ ในอนาคตเด็กไทยไม่แพ้เด็ก
ฟินแลนด์แน่ ๆ เมื่อไหร่ คอยติดตามตอนต่อไป**
การศึกษาที่ประสบความสำเร็จขของฟินแลนด์
1.การเรียนรู้จากชุมชน
2.การจัดการเรียนที่ดี การอ่าน การวิเคราะห์
3.ความสัมพันธ์ครูกับนักเรียนที่ดี
ปัญหาการศึกษาเรื่องใหญ่....ที่ยังแก้ไขไม่ได้(แล้วจะตามเขาทันมั๊ยเนี่ย)
การจัดการเรียนการสอนของไทยถ้ายังยึดประโยชน์ของตัวเองหรือประโยชน์ของครู ประโยชน์ของผู้บริหาร โดยไม่เห็นความสำคัญของเด็กหรือผู้เรียน เด็กไทยก็คงจะพัฒนาให้ทันประเทศอื่นเขาก็คงจะยาก หรือถ้าจะพัฒนาจริงๆ ก็คงต้องลงทุนกันเยอะ หรือพัฒนาได้แต่คนที่รวยๆ เหมือนกับการกวดวิชาเด็กเพื่อให้ไปแข่งขัน แต่ถ้าหากมองในภาพรวมก็จะเห็นว่าเด็กไทยก็ยังมีผลการเรียนที่ต่ำอยู่ดี แต่ถ้ารัฐบาลหรือผู้ใหญ่เห็นความสำคัญในเรื่องการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ ก็จะทำให้เด็กมีการพัฒนามากยิ่งขึ้น (ก็คงต้องอาศัยเรี่ยวแรงของครู ผู้บริหาร แลว่าที่ผู้บริหารทั้งหลายนี่แหละครับ)
เป็นสิ่งที่ทำให้เด็กฟิลแลนค์ประสบความสำเร็จขนาดนี้
1. ความเสมอภาคกันจริงๆ ในด้านการศึกษาของประเทศฟิลแลนค์
2. ไม่มีการเปรียบเทียบผลการเรียนระหว่างบุคคล
3. ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนอยู่ในระดับที่ดีมาก
หลักในการจัดการเรียนการสอน ยึดหลักการเรียนรู้จากการกระทำ
จากบทความข้างต้น ข้าพเจ้าคิดว่าสำหรับประเทศไทยแล้วยังอีกนานกว่าที่นักเรียนไทยจะมีการพัฒนาได้เหมือนกับประเทศฟินแลน เพราะไทยเรายังยึดการเรียนการสอนแบบเดิม ๆ และที่สำคัญไทยเรายังยึดติดอยู่กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนเป็นตัวเปรียบเทียบ ทำให้นักเรียนมีการแข่งขันกันมากขึ้น สำหรับความสัมพันธ์ของครูกับนักเรียนในไทย ปัจจุบันคิดว่าเป็นความสัมพันธ์ที่หวังผลมากกว่าความจริงใจ เพราะนักเรียนปัจจุบันนี้เวลาจะทำอะไรแต่ละครั้งก็จะต้องขอเป็นคะแนนจากครู ทุกวันนี้แม้กระทั่งยกมือไหว้ครู พอกล่าวสวัสดีแล้ว ก็จะบอกต่อว่า หนูทำตัวน่ารักแบบนี้ ขอสัก 5 คะแนนนะคะ นี่แหละคือเด็กไทย
จากบทความ "นักเรียนที่เก่งที่สุดในโลกเขาปั้นกันอย่างไร"
อ่านพบว่า กุญแจสำคัญของความสำเร็จของนักเรียนนั้นก็ไม่ยากนัก มี 3ข้อ
1. การประกันความเสมอภาคทางโอกาส
2. ไม่มีการเปรียบเทียบ ควรเป็นการให้ความเช่วยเหลือ แนะแนว แนะนำ
3. ปัจจัยเสริมอื่น ๆ ที่เกื้อหนุน เช่น ทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัย อบอุ่น มีแรงจูงใจ สร้างบรรยากาศ
ความสำเร็จของนักเรียนฟินแลนด์
1. ความเสมอภารทางโอกาสโดยไม่มีการแบ่งชั้น
2. ไม่มีการเปรียบเทียบผลการเรียนระหว่างบุคคล
เพราะแต่ละคนมีศักยภาพที่แตกต่างกัน
3. ปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ เช่น ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย ความเป็นกันเองระหว่างครูกับนักเรียน พ่อแม่ที่มีความรู้ความสามารถจะช่วยส่งเสริมลูก ผละผลักดันให้ลูกประสบผลสำเร็จ
การสร้างบุลคลที่เก่งและมีความสามารถ มีการดำเนินชีวิตที่ดี เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นคนดีของสังคม เป็นคนดีของชาติ ต้องขึ้นอยู่กับครู แต่จำเป็นไหมว่าครูคือผู้ที่ต้องเป็นคนของรัฐ จะให้บทสรุปอย่างไร แต่ถ้าคนที่จะเป็นครูต้องเรียนมาก่อนต้องจบหลักสูตรครู แต่เราให้ความสำคัญกับบุลคลเหล่านี้มากขนาดไหน ปัจจุบันพูดแต่ว่าเราต้องส่งเสริม เราต้องมีน.ร.ที่เก่ง แต่ก็ยังเป็นเพียงคำพูดและลมปาก มีงบประมาณทางการศึกษาแต่ก็น้อยนิด ดังนั้นหากอยากได้โรงเรียนที่ดีก็ต้องเริ่มจากการหาผู้บริหารที่ดี บุคลากรที่ดีรักในงานและอาชีพ มีความมั่นคงให้กับบุคลากรเหล่านี้ เขาจะได้ทุมเทให้กับการทำงานในหน้าที่ที่เขารับผิดชอบ ดังนั้นหากยังขาดสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ต้องหวังว่าจะมีโรงเรียนในฝันได้ก็คงต้องเป็นเพียงความฝันต่อไปสมกับชื่อของมัน แต่ในความเชื่อมั่นยังคงต้องทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดเพื่อความก้าวหน้าทางการศึกษาต่อไป... บางครั้งก็ไม่ต้องทำตามฝรั่งเสมอไป แต่ต้องตั้งใจในการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุจริงๆจึงจะแก้ไขปัญหาต่างๆได้ แล้วการศึกษาของเราก็จะก้าวทันกับต่างประเทศ
ปัจจัยอันนำไปสู่ความสำเร็จ นักเรียนมัธยมอายุ 15 ปีของประเทศฟินแลนด์ประกอบด้วย
1. การประกันความเสมอภาคทางโอกาสแก่นักเรียนทุกคนโดยไม่แบ่งชนชั้น
2. ไม่มีการเปรียบเทียบผลการเรียนระหว่างบุคคล จะเน้นการให้ความช่วยเหลือแนะแนวทางนักเรียนที่มีความต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ทั้งนี้พบว่ามีเด็กนักเรียนเพียงจำนวนน้อยนิดที่ต้องเรียนซ้ำชั้น
3. ปัจจัยเสริมอื่นๆ ที่เกื้อหนุนให้นักเรียนฟินแลนด์ เก่งกาจขนาดนี้มีหลากหลายปัจจัย เช่นเด็กเล็กๆ รู้สึกปลอดภัยและอบอุ่น และมีแรงจูงใจเพิ่มขึ้นจากการสอนของครูเพียงคนเดียว
สรุปปัจจัยเบื้องหลังความสำเร็จของนักเรียนฟินแลนด์
1. โครงสร้างทางสังคมซึ่งเสริมส่งการอ่านก. วัฒนธรรม ความรักการอ่านหนังสืออย่างจริงจังของชาวฟินแลนด์ เช่นเกือบทุกบ้านเป็นสมาชิกรับหนังสือพิมพ์, พ่อแม่ช่วยลูกอ่านหนังสือที่บ้าน ค่านิยมเรื่องการอ่าน
2. ปัจจัยเรื่องการเรียนการสอนและภาษาฟินแลนด์
นักเรียนได้รับการฝึกให้ค้นคว้าด้วยตนเอง ตั้งเป้าหมายการเรียนด้วยตนเอง และประเมินตนเองตลอดเวลา- ครูต้องให้กำลังใจนักเรียนเท่านั้น และต้องถือว่าข้อผิดพลาดของนักเรียนคือโอกาสแห่งการเรียนรู้ใหม่ๆ ครูต้องช่วยเหลือเต็มที่
บทเรียนนี้ประเทศฟินแลนด์ให้โอกาสเท่าเทียมกัน การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่จูงใจให้เกิดการเรียนรู้มีความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนและยังมีการให้ความช่วยเหลือนักเรียนหลายด้าน
การเรียนแบบ Reconsuctionism โดยใช้สิ่งที่มีอยู่โดยรอบเป็นการเรียนรู้ และพัฒนาทางด้านความคิดไปพร้อมกับด้านทักษะ
ประเทศไทยน่าจะจัดการเรียนการสอนแบบประเทศฟินแลนด์ที่มีการจัดการศึกษาตั้งแต่พื้นฐานของชีวิต ผู้ปกครองเห็นความสำคัญและมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาส่วนเด็กก็สามารถเลือกกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างอิสระและศึกษาค้นคว้าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกและเทคโนโลยี
บทความที่ว่า "นักเรียนที่เก่งที่สุดในโลกเขาปั้นกันอย่างไร"
พบว่า "กุญแจสำคัญของความสำเร็จของนักเรียน มี 3 ข้อ คือ
1. การประกันโอกาสทางการศึกษา
2. ไม่มีการเปรียบเทียบ เน้นการให้ความช่วยเหลือ
3. เน้นแรงจูงใจ สร้างความอบอุ่น สร้างบรรยากาศ
ทั้ง 3 อย่างนี้ ครูไทยน่าจะนำมาพัฒนาด้านการศึกษา
เด็กไทยที่เก่งๆก็มีมาก แต่บางทีการจัดการศึกษาของไทยไม่เอื้อให้เด็กได้แสดงความสามารถอย่างเต็มศักยภาพ ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นครูก็จะพยายามใช้ความรู้ความสามารถในการดึงความสามารถของเด็กออกมา ให้เขาได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ อยากให้เด็กไทยของเราก้าวทันคนอื่นเขาเสียที
เราน่าจะนำแนวทางการเรียนการสอนของประเทศฟิลแลนด์มาปรับปรุงการสอนของเราบ้าง เน้นการสอนที่ไม่มีการเปรียบเทียบผลการเรียน ไม่แบ่งชนชั้น ช่วยเหลือเด็กพิเศษ ทำให้ผู้เรียนรู้สึกเป็นอิสระ และสามารถเรียนรู้ได้หลากหลาย
ประเทศฟิลแลนด์มีเอกลักษณ์ในการจัดการเรียนการสอนเน้นการสอนที่เป็นอิสระเราน่าจะนำรูปแบบมาปรับปรุงใช้บ้างแต่ก็คงไม่ง่าย
บทความเรื่องการสู่ความสำเร็จของฟินแลนด์
ฟินแลด์ป็นประเทศที่เจริญทางด้านการศึกษาซึ่งจะเห็นได้จากการสร้างวัฒนธรรมในการอ่าน ให้ความเสมอภาคและโอกาสทางการศึกษาแก่นักเรียนทุกคน ในด้านการเรียนการสอนไม่มีการประเมินและการให้เกรดกับนักเรียนความสัมพันธ์ของครูและนักเรียนเน้นธรรมชาติสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ แล้วครูไทยเมื่อไรจะปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนเสียทีเพื่อเด็กไทยจะได้รักการอ่าน โดยครูไม่ต้องบอกให้เด็กทำตามแต่ให้เด็กคิดเองคะ
20 ก.พ.2551
นางรัชนี ค่ายสงคราม ศูนย์สระบุรี กลุ่ม 2
บทความเรื่องมะละกอ GMO
นักวิชาการและนักการเมืองกำลังทำอะไรกันอยู่ถ้าท่านมัวแต่ถกเถียงกันอยู่ไม่รู้จักจบท่านทราบไหมว่ามะละกอไทยเราจะถูกซื้อ
ลิกขสิทธิ์แล้ว คนอีสานจะทำอย่างไร
20 ก.พ.2551
นางรัชนี ค่ายสงคราม ศูนย์สระบุรี กลุ่ม 2
ระบบการบริหารการจัดการด้านการเรียนการสอนของไทยก็มีลักษระคล้านคลึงกับประเทศฟินแลนด์ต่างกันตรงที่ว่า ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนยังไม่ดีเท่ากับประเทศฟินแลนด์ ครอบครัวคนไทยตามชนบทยังยากจนอยู่มากผู้ปกครองยังมีฐานะยากจน มีการศึกษาต่ำอยู่มาก ต้องทำมาหากินทุกวันไม่มีเวลาดูแลลูกหลานของตนเอง เด็กไปเรียนหนังสือก็ยกให้อยู่ในความดูแลของครูโดยตลอด ครูบางคนยังไม่มีการพัฒนาตนเองยังไม่ได้มาตรฐาน ดังนั้นการศึกษาของไทยยังอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องพัฒนาอีกมาก
เด็กประเทศฟินแลนด์โชคดีจังที่เห็นความสำคัญของการศึกษา
ฟินแลนด์ประสบความสำเร็จได้เพราะครู เด็กมีความสัมพันธืที่ดีต่อกัน มีการจัดการเรียนที่เป็นระบบ ใช้การเรียนรู้จากสภาพชุมชนจริงๆ
การศึกษาไทยสามารถพัฒนาได้ถ้าครูทุกคนที่มีวิญญาณของความเป็นครู หรือครูในสายเลือด และครูเช่นนี้ต้องได้รับการสนับสนุน ดูแลจากรัฐบาลอย่างจริงจัง การลงทุนทางการศึกษาที่เต็ม 100 % ถ้าเรามัวโยนหน้าที่ให้ผู้อื่นรับผิดชอล แล้วเรามองดูตัวเราหรือยังว่าเราเป็นครูแบบใด และการที่ครูต้องรู้จักคำว่า "พอเพียง"
ต้องเริ่มจากครอบครัว หากครอบครัวดีก็มีโอกาสที่เด็กจะมีความสามารถ และเก่งรวมถึงเป็นคนดีในทุกๆด้าน และผู้ใหญ่ในสังคมควรจะเป็นแบบอย่างที่ดีด้วย
เพชรา " นักเรียนประเทศฟินแลนด์ สามารถทำคะแนนจากแบบทดสอบวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่านได้ดีที่สุด เพราะ
1.การประกันความเสมอภาคทางโอกาสแก่นักเรียนทุกคน
2.ไม่มีการเปรียบเทียบผลการเรียนระหว่างบุคคล เน้นการให้ความช่วยเหลือแนะแนวแก่นักเรียนที่เรียนอ่อน
3.นักเรียนมีความรูสึกอบอุ่น ปลอดภัย และมีแรงจูงใจ
4.ส่งเสริมการใช้ภาษาต่างประเทศ
5.การเรียนการสอนยึดหลักการเรียนรู้ด้วยการกระทำและจากพื้นฐานกิจการของชุมชน
6.ครอบครัวและชุมชน สนับสนุนการเรียนรู้อย่างเต็มที่
อยากเรียนเก่งบ้างจัง...
แสดงความคิดเห็น
<< Home