SARABURI 2

วันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2551

อยากสวยอ่านที่นี่

New Skin-Care Products

with Natural IngredientsGive your skin some health food with products containing mushrooms, grapefruit, and other garden ingredients
from RealSimple.com

Pomegranate(หมากพิลา)
The hundreds of ruby-colored seeds inside pomegranates were once thought to symbolize fertility, and given the fruit's proven powers as a strong antioxidant, it has given birth to a huge number of products, including designer juice and high-end skin-care creams.
The pomegranate's power comes from ellagic acid, a type of polyphenol, which is an antioxidant found in red wine and green tea. Antioxidants seek out and neutralize cell-damaging free radicals that come from the environment (pollution, UV rays) and from the body's natural aging process. Ellagic acid has been shown in some studies to neutralize free radicals more effectively than the other polyphenols found in green tea and red wine. It's also more stable in skin-care products than some other antioxidants, like vitamin C, which can lose potency when exposed to light and air.

Find It In:
Murad Energizing Pomegranate Moisturizer SPF 15, $30, murad.comMurad Energizing Pomegranate Lip Therapy SPF 15, $16, murad.com Archipelago Pomegranate Creme for the Hands, $26, 800-399-4994 for stores
Grapefruit (หมากโอ)
Until the 19th century, grapefruit was grown purely as an ornamental fruit. Rarely eaten, it was known only for its looks - an interesting harbinger of its modern-day promise to improve ours.
A 2005 study by the Smell & Taste Treatment and Research Foundation, in Chicago, showed that the scent of grapefruit on women made them seem an average of six years younger to men. Grapefruit's main use in skin care, however, is as a citric acid. Like any alpha hydroxy acid, citric acid loosens the bonds between skin cells, allowing dead ones to fall away, revealing smoother, more radiant skin.
Find It In:
Fresh Pink Grapefruit Petite Soap, $12, fresh.comBoots No 7 Radiance Revealed Exfoliator, $10, Target
Mushroom (เห็ด)
No wonder the Super Mario Brothers got a jolt of evil-fighting power whenever they ate a mushroom. Mushrooms have long been used in Asian cultures as remedies for everything from low energy to cancer.
The extract of several Japanese mushrooms has been shown to reduce inflammation, which can affect collagen in the skin and contribute to changes associated with aging, such as the appearance of fine lines. Reducing that inflammation keeps skin cells vital and functioning and also suppresses irritation so that other active ingredients, like antioxidants, can do their jobs.
Shiitake mushrooms have multifaceted benefits for the skin. They contain antioxidants that block proteins known to cause cell breakdown; they provide chemical exfoliation; and they also contain kojic acid, which has a lightening effect on age spots and discoloration, making skin appear brighter over time.
Find It In:
Dr. Andrew Weil for Origins Plantidote Mega-Mushroom Face Serum, $65, origins.com Aveeno Positively Ageless Daily Moisturizer SPF 30, $20 at drugstores
Pumpkin (หมากอึ)
Despite its prevalence in favorite sweets, such as pies and muffins, pumpkin is quite acidic. And the enzymes in pumpkin act like salicylic acids, chemical exfoliants that encourage skin cells to turn over more rapidly.
Pumpkin is also a carotenoid, a derivative of vitamin A, which is indicated by its orange color, and that makes it an antioxidant in addition to having exfoliating properties.
Pumpkin seeds are a good source of zinc and have been used as a natural remedy for acne. Studies show that zinc has an effect similar to that of the common antibiotic tetracycline.
Find It In:
Jaqua Pumpkin Papaya Purée Enzyme Face Masque, $16, jaquabeauty.com Joico Skin Luxe White Pumpkin Renewing Body Cleanser, $12, 800-805-6426
BambooBamboo (หน่อไม้)
is one hardy plant. Not only is it one of the fastest-growing plants on earth (some species grow more than three feet a day) but its strength and sustainability have also made it a favorite of architects looking for environmentally friendly building materials.
Although the Chinese have used bamboo for centuries (the hardened secretion from the stalks has been taken internally to treat asthma), its popularity is only now growing in the United States. Bamboo pulp is being woven into fabric that retains antibacterial qualities even after it is washed. And in skin care, finely milled bamboo powder is used as an exfoliant in cleansers and scrubs. The smooth bamboo particles are less harsh than the scraggly, uneven grains made from salt and nuts, making it safer and less irritating to sensitive skin.
Find It In:
Clarins Smoothing Body Scrub for New Skin, $33, clarins.com Red Flower Japan Ohana Gingergrass Bamboo Scrub, $62, redflower.com

Top of Form
posted by Dr.Supit at 07:14 5 comments

วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2551

บ่อล้างมลทิน

ให้นักศึกษาเฉลยคำตอบข้อที่ตนเองทำผิดในข้อสอบ โดยการเขียนเรืยงจากข้อ 1-5 โดยคลิ๊กที่ ความเห็นข้างล่างนื้ ส่งภายในวันพุธที่ 30 เมษายน 2551
SARABURI FINAL

ให้นักศึกษาตอบคำถามทุกข้อรวมเวลา 2 ชั่วโมง

1.อธิบายหน้าที่ของ Google Search Features เหล่านี้ พร้อมยกตัวอย่าง
a.File type
b.Definitions
c.Currency Conversions
d.Book Search
e.Calculators

2.ท่านจะนำหลักการแค่ละข้อของ 10 C แต่ละข้อเหล่านี้มีประโยชน์ในการพิจารณาคัดเลือกสารสนเทศใน Internet อย่างไร อธิบายพร้อมยกตัวอย่าง
a.Citations
b.Critical Thinking
c.Credibility
d.Content
e.Copyright

3.ให้อธิบายหลักการเชิงประยุกต์กับหลักการของภาวะผู้นำ (Leadership) ตามองค์ประกอบของ
Credibility = Trustworthiness+Expertise
อย่างละเอียด

4.ICT มีบทบาทในขั้นตอนใดของ KM อธิบายอย่างละเอียด

5.อธิบายหน้าที่และประโยชน์เพื่อการศึกษาของโปรแกรมต่อไปนี้
a.Snagit
b.You Tube
c.iGoogle
dSkype
e.Skechtup


Good Luck and Good Look!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
posted by Dr.Supit at 04:31 37 comments

วันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2551

`การทำบุญบั้งไฟ

คติความเชื่อโบราณในภาคอีสานมีอยู่ว่า
การทำบุญบั้งไฟเกี่ยวพันกับทางศาสนา ดังมีปรากฏในนิทานพื้นบ้านเรื่อง “ พญาแถน ” ซึ่งเป็นนิทานที่แฝงคติธรรมไว้อย่างสูงเรื่องหนึ่ง โดยได้กล่าวถึง…
ตำนาน
พระโพธิสัตว์ในชาติที่เสวยร่างเป็นพญาคันคาก ( คางคก ) ซึ่งครั้งกระโน้นห้วงจักรวาลได้ถูกแบ่งเป็น 3 โลก ดังนี้ เทวะโลกอันที่สถิตของเหล่าเทวะโดยมีพญาแถนเป็นผู้ใหญ่ปกครองอยู่บนสวงสวรรค์ มนุษยโลก ซึ่งเป็นที่อยู่ของมนุษย์และสัตว์ รวมทั้งพญาคันคากที่อาศัยอยู่ใต้ต้นโพธิ์ศรีสามกิ่ง ในเมืองพันธุมวดี โลกบาดาล ได้เป็นที่อยู่อาศัยของพญานาค ณ ห้วงมหาสมุทร
กาลครั้งนั้น พญาแถนเทพเจ้าผู้มีหน้าที่บันดาลให้ฝนตกลงมายังพื้นดินและมหาสมุทร มีความโกรธเคืองมวลมนุษย์ที่พากันเคารพนับถือพญาคันคากเป็นจำนวนมาก จึงกลั่นแกล้งไม่ยอมให้ฝนตกลงมาเป็นเวลานานถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน จนกระทั่งพื้นดินแตกระแหงไปทั่ว น้ำในมหาสมุทรก็เหือดแห้ง บรรดามนุษย์และสัตว์ต่างได้รับความเดือดร้อน จนได้ล้มตายเป็นจำนวนมาก ที่เหลืออยู่ก็พากันไปปรึกษาพญาคันคาก เพื่อหาวิธีการอยู่รอดและหาหนทางที่จะทำให้พญาแถนเปลี่ยนใจบันดาลให้ฝนตกลงมาสู่พื้นโลกดังเดิม
ในที่สุดก็พากันตกลงว่าต้องประกาศศึกสงครามกับพญาแถน โดยให้พญานาคเป็นทัพแรกยกไปสู้รบ ผลปรากฏว่าได้รับความพ่ายแพ้กลับมา ลำตัวถูกพญาแถนฟันเป็นลาย จนเห็นเป็นเกล็ดดังภาพวาดในสัตว์เทพนิยายทุกวันนี้
ครั้งที่ 2 ได้มอบให้พญาต่อ – แตน นำทัพออกไปทำศึกสงครามซึ่งก็ได้รับความปราชัยกลับมาเหมือนกัน พญาต่อ – แตน ถูกฟันเป็นลาย ดังมีสภาพที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน
พญาคันคากได้ทราบเหตุการณ์มาโดยตลอด เลยค้นหาวิธีทำศึกกับพญาแถนด้วยปัญญา จึงกำหนดแผนการขั้นแรก โดยใช้พญาปลวกช่วยกันก่อจอมปวกเป็นถนนสูงขึ้นไปถึงเมืองแถน อีกทั้งเกณฑ์ให่พญามอดนำบริวารไปแอบเจาะด้ามอาวุธของพญาแถนและบริวารเอาไว้เป็นการล่วงหน้า ก่อนที่จะยกทัพไปถึง แผนการขั้นต่อไปสั่งให้พญาแมงป่องและพญาตะขาบพาสมัครพรรคพวกไปแฝงตัวอยู่ตามกองเสื้อผ้าอาภรณ์ และเสบียงอาหารของกองทัพพญาแถน
รุ่งเช้า พญาแถนทราบข่าวข้าศึกยกทัพมาประชิดติดเมือง จึงสั่งให้แม่ทัพนายกองเตรียมพลเข้าต่อสู่ จึงถูกหน่วยจารกรรมของพญาคัคากที่ซ่อนอยู่กัดต่อยเอาเจ็บปวดระบบไปทั้งกองทัพ พญาคันคากเห็นเป็นโอกาสเหมาะจึงท้าให้พญาแถนออกมาสู้รบให้ประจักษ์แก่บรรดาผู้ใต้บังคับบัญชา โดยพญาคันตากได้ทรงช้างงับ ( เต่า ) มีบ่วงบาศก์เป็นอาวุธ ( ลิ้น )
ส่วนพญาแถนทรงช้างศึกพรั่งพร้อมด้วยศาสตราวุธต่าง ๆ แต่ครั้งพญาแถนจะหยิบอาวุธประเภทใดก็ปรากฏว่า ถูกมอดกัดเจาะด้ามผุพังจนหมด ไม่มีอาวุธต่อสู้เลย ถูกพญาคันคากใช้บ่วงบาศก์คล้องคอ ลากตกลงจากช้างทรงยอมแพ้อย่างศิโรราบ พญาแถนได้ขอร้องให้พญาคันคากปล่อยตนให้เป็นอิสระ โดยสัญญากันว่า ยินดีให้ฝนตกลงมายังโลกมนุษย์ดังเดิม แต่ในปีต่อไปเพื่อกันลืม หากถึงเดือน 6 ถ้ามนุษย์ต้องการให้ฝนตกลงมาสู่พื้นดินและมหาสมุทรให้จุดบั้งไฟขึ้น ตนก็จะส่งฝนตกลงมา ส่วนมากน้อยเพียงใด ถือเอาเสียงกบ เสียงเขียด อึ่งอ่าง ร้องเป็นสัญญาณ ครั้นพอได้ยินเสียงว่าดุ๋ยดุ่ยหรือเสียงโหวดของชาวนาก็จะให้ฝนหยุดตก เริ่มแต่บัดนั้น พญาแถนก็ได้ปฏิบัติตามสัญญา จนกระทั่งตราบเท่าทุกวันนี้
ความเชื่อและความสำคัญ
งานบุญบั้งไฟ เป็นประเพณีอย่างหนึ่งของชาวไทยอีสาน ผู้คนนิยมกระทำกันก่อนลงมือทำนาทำไร่ และร่วมกันจัดขึ้นเป็นประจะทุกปี ซึ่งถือว่าเป็นประเพณีที่สืบต่อกันมาแต่โบราณกาล จัดทำขึ้นตามความเชื่อในเรื่องการขอฝนจากพญาแถนในเดือน 6 โดยชาวอีสานมีความเชื่อว่าภายหลังจากการจัดงานบุญบั้งไปแล้ว เทพยดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จะดลบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ทำให้พืชพรรณธัญญาหารสมบูรณ์ และยังเป็นคติความเชื่อโบราณในภาคอีสานว่า การทำบุญบั้งไฟนี้ยังเกี่ยวพันกับทางศาสนา ดังมีปรากฏในนิทานพื้นเมืองเรื่อง “ พญาแถน ” ซึ่งเป็นนิทานที่แฝงคติธรรมไว้อย่างสูงเรื่องหนึ่ง
บุญบั้งไฟถือได้ว่าเป็นพิธีกรรมหรือประเพณีที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของชาวอีสาน เพราะเป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำนา ซึ่งเป็นอาชีพหลัก และเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญที่สุดของประชากรในภูมิภาคนี้ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความสามัคคีในหมู่คณะด้วย ( รุจิกาญจน์ พงศ์กลัด , 2544 )
posted by Dr.Supit at 08:05 2 comments

การจัดการความรู้…สู่อนาคตที่ใฝ่ฝัน

ดร. ประพนธ์ ผาสุขยืด
สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)



บทนำ

การบริหารจัดการไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชุมชนหรือองค์กร สิ่งที่เราจะต้องไม่มองข้ามตั้งแต่แรกเริ่มก็คือการทำความเข้าใจใน “ปัจจุบัน” และ “อนาคต” ให้กระจ่างแจ้งก่อนว่า “ขณะนี้” เรากำลังยืนอยู่ ณ จุดใด ? สภาพของเราเป็นอย่างไร ? เราจะต้องพยายามตอบคำถามเหล่านี้อย่างเป็นกลางให้มากที่สุด โดยจะต้องไม่เข้าข้างตัวเอง ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก บางครั้งจึงจำเป็นต้องหาคนอื่นมาทำหน้าที่สะท้อนภาพที่แท้จริงนี้ให้กับเรา นอกจากนั้นเรายังต้องสามารถบอกได้ด้วยว่าต้องการจะเห็นหรือต้องการจะเป็นอะไรใน “อนาคต” อะไรคือสิ่งที่ชุมชนหรือองค์กรมุ่งหวัง (Purpose / Mission) อะไรคือภาพที่พึงปรารถนา (Vision) หรืออะไรที่เป็นคุณค่าที่เราต้องการ (Value) สิ่งเหล่านี้นอกจากจะเป็นเป้าหมายหรือเป็นการกำหนดทิศทางให้กับชุมชน/องค์กรของเราแล้ว ยังเป็นส่วนที่ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อทุกชีวิตที่เข้ามาเกี่ยวข้องเพราะเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ชีวิตมีพลัง ทำให้คนทุกคนย่างก้าวไปอย่างมีจุดหมาย ทำให้ชีวิตมีคุณค่า มีความหมาย
เป้าหมายที่เราตั้งไว้ในอนาคตนี้นอกจากจะเป็นการกำหนดทิศทางให้กับเราแล้ว ยังเป็นเป้าหมายที่ทำให้ใจของเราจดจ่อ (Focus) อีกด้วย ใจที่จดจ่อนี้ถือได้ว่ามีพลังอย่างยิ่ง เปรียบได้กับการที่เราเอาเลนซ์นูนมาวางรับแสงอาทิตย์ เลนซ์นูนสามารถรวมลำแสงจนสามารถเผากระดาษหรือใบไม้แห้งให้ลุกเป็นไฟได้ ใจที่จดจ่อของเราก็เช่นกันจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะพาเราก้าวเดินผ่านปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้ได้ คำถามที่ตามมาก็คือเมื่อเรารู้จุดปัจจุบันที่เป็นอยู่และมองเห็นภาพแห่งอนาคตที่มุ่งหวังแล้ว ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถเชื่อมต่อปัจจุบันกับอนาคตนี้ได้ (รูปที่ 1) บทความนี้พยายามจะตอบคำถามดังกล่าวจากมุมมองของการบริหารเชิงยุทธศาสตร์และการจัดการความรู้ (Knowledge Management หรือที่จะขอเรียกย่อๆว่า KM)


รูปที่ 1 : KM –สะพานเชื่อมอนาคตกับปัจจุบัน


การบริหารเชิงยุทธศาสตร์

ถึงแม้ว่าการกำหนดทิศทางและเป้าหมายจะเป็นขั้นตอนเบื้องต้นที่จำเป็นและสำคัญยิ่ง แต่สิ่งที่ท้าทายบทบาทการเป็นผู้บริหารก็คือการตอบคำถามที่ว่า “เราจะนำพาชุมชนหรือองค์กรที่เราร่วมรับผิดชอบอยู่นี้ไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างไร ?” เราจะมียุทธศาสตร์ จะต้องวางกลยุทธ์หรือแนวทางอย่างไร เพื่อให้สามารถไปถึงจุดหมายนี้ได้ รูปที่ 2 แสดงกระบวนการบริหารเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก ๆ ดังต่อไปนี้


องค์ประกอบที่ 1 เป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) พันธกิจ (Mission) และค่านิยม (Value) ของชุมชน/องค์กรโดยรวมว่าต้องการจะเห็นชุมชน/องค์กรเป็นอะไร ? อะไรคือพันธกิจหลัก ? และอะไรที่ถือว่าเป็นคุณค่าหรือค่านิยมของชุมชน/องค์กรที่ต้องการ โดยที่ทั้งสามส่วนนี้จะต้องไม่ขัดแย้งซึ่งกันและกัน

องค์ประกอบที่ 2 เป็นการระบุเป้าหมายซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของวัตถุประสงค์ ทั้งนี้เพื่อที่จะตอบคำถามที่ว่าเราทำสิ่งที่ทำอยู่นี้ไปทำไม (Why) และอะไร (What) คือผลลัพธ์ที่เราต้องการ

องค์ประกอบที่ 3 จัดว่าเป็นหัวใจของกระบวนการบริหารเชิงยุทธศาสตร์ เพราะเป็นการกำหนดกล-ยุทธ์ (Strategy) กลวิธี (Tactic) เป็นการวางแนวทาง เสนอวิธีการหรือเครื่องมือที่จะทำให้สามารถดำเนินงานได้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ เทคนิคในการกำหนดกลยุทธ์มีหลายวิธี แต่ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายก็ได้แก่ เทคนิคการวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และปัญหาที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า SWOT Analysis การวิเคราะห์ SWOT จะทำให้เราสามารถตอบคำถามที่ว่า เราจะเดินไปสู่จุดหมายได้อย่างไร (How) ภายใต้สถานภาพขององค์กรตามที่เป็นอยู่ โดยดูจากสถานการณ์รอบด้านประกอบ

องค์ประกอบที่ 4 เป็นการพิจารณาเพื่อระบุว่ามีอะไรบ้างที่ถือเป็นปัจจัยหลัก ๆ ที่จะผลักดันให้เราทำงานได้สำเร็จ โดยที่ปัจจัยเหล่านี้มักจะหนีไม่พ้นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับแผนงานและทรัพยากรที่จำเป็น เช่น คน เครื่องมือ หรืองบประมาณ เป็นต้น

องค์ประกอบที่ 5 เป็นการกำหนดเครื่องมือที่จะใช้สำหรับติดตามและประเมินงานต่อไป ซึ่งก็ได้แก่การกำหนดตัวชี้วัดหลัก ๆ ที่มักเรียกกันทั่วไปว่า KPI (Key Performance Indicator) KPI ที่ดีจะต้องมีจำนวนไม่มากจนเกินไป คือต้องเลือกเฉพาะตัวหลัก ๆ เท่าที่จำเป็น โดยที่ตัวชี้วัดที่กำหนดขึ้นมานี้จะต้องสอดคล้องกับกลยุทธ์ที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้น KPI ถือว่าเป็นเครื่องมือที่ค่อนข้างทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะใช้ Monitor (ติดตาม) การทำงานแล้ว ยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือสำหรับ Motivate (กระตุ้น) ผู้ปฏิบัติงานได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย แต่เป็นที่น่าเสียดาย ที่ผู้บริหารส่วนใหญ่มักใช้เครื่องมือนี้ในทางตรงกันข้าม คือมักจะเอาไปใช้ “บั่นทอน” ความมั่นใจและทำให้คน “หมดไฟ” มากกว่าที่จะใช้สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน

องค์ประกอบทั้งห้าดังที่กล่าวมานี้เป็นสิ่งที่มีความเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกัน เมื่อตัวหนึ่งเปลี่ยน ตัวอื่นก็จะถูกกระทบและจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วย ตัวอย่างเช่น เมื่อวิสัยทัศน์เปลี่ยน วัตถุประสงค์ก็จะถูกกระทบและอาจต้องเปลี่ยนตามไป หรือในกรณีที่สภาพขององค์กรเปลี่ยนไปหรือสถานการณ์รอบข้างเปลี่ยน กลยุทธ์ก็จำเป็นต้องเปลี่ยน ซึ่งก็จะมีผลทำให้ปัจจัยความสำเร็จและ KPI ต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วยเช่นกัน


การจัดการความรู้เชิงยุทธศาสตร์

ในปัจจุบันประเด็นเรื่องการจัดการความรู้ ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันค่อนข้างบ่อยและในความหมายที่ค่อนข้างจะหลากหลายจนอาจทำให้ผู้ที่สนใจเกิดความสับสนกันพอสมควร บทความนี้เป็นการนำเสนอการจัดการความรู้ในรูปแบบที่เชื่อมโยงกับการบริหารเชิงยุทธศาสตร์(ดูรูปที่ 3) คือมองว่าถ้าอนาคตที่พึงประสงค์เปรียบได้กับบันไดขั้นที่ 5 บันไดขั้นที่ 4 ก็คือการกำหนดยุทธศาสตร์ปัจจัยความสำเร็จ และบันไดขั้นที่ 3 ก็คือ การกำหนด KPI หรือดัชนีชี้วัด Performance ที่ต้องการ ส่วนบันไดขั้นที่ 2 ก็คือ Required Competency หรือความสามารถหลักที่ต้องมี ถ้าจะให้องค์กรสามารถดำเนินงานได้ตามกลยุทธ์ที่กำหนดไว้ องค์กรจำเป็นต้องมีความสามารถด้านใดบ้าง จึงจะทำให้เกิด Performance (บันไดขั้นที่ 3) ที่ต้องการ ส่วนบันไดขั้นที่ 1 ก็คือการประเมินศักยภาพและความสามารถในปัจจุบันขององค์กรว่า ขณะนี้องค์กรมีความสามารถด้านใด เพียงใด มีปัญหาอยู่ตรงไหนบ้าง กระบวนการต่าง ๆ มีความชัดเจนดีหรือมีประสิทธิภาพเพียงใด อาจจำเป็นต้องทำการประเมินการดำเนินงาน (Operational Audit) หรือถ้าองค์กรเดินอยู่ภายใต้ระบบการบริหารคุณภาพ ก็จะต้องนำผลจากการตรวจประเมินคุณภาพภายในมาพิจารณา หรือถ้าเป็นการมองจากมุมเรื่องความรู้ ก็อาจจะต้องจัดให้มีการประเมินความรู้ (Knowledge Audit) ขึ้นมาก็ได้ เพื่อให้ได้ภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับความรู้ที่มีอยู่ในองค์กร ทั้งส่วนที่เป็นความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) และความรู้ซ่อนเร้น (Tacit Knowledge) ซึ่งอาจแสดงออกมาในรูปของแผนที่ความรู้ หรือ Knowledge Map ก็ได้


รูปแบบการจัดการความรู้ที่กล่าวในที่นี้ เป็นการจัดการความรู้ที่มีวัตถุประสงค์เด่นชัดว่าเพื่อให้ได้มาซึ่ง Performance ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่กำหนด อันจะมีผลทำให้สิ่งที่ปรารถนานั้นเป็นจริงขึ้นมา ซึ่งถือได้ว่าเป็นการมอง KM เชิงยุทธศาสตร์ ที่จะสามารถเชื่อมโยงปัจจุบันกับอนาคตได้เป็นอย่างดี เป็นรูปแบบของ KM ที่มิได้หยิบยกขึ้นมาอย่างลอย ๆ เพียงเพื่อให้รู้สึกว่าได้ทำตามกระแสหรือเพื่อให้ทันแฟชั่นเท่านั้น หากแต่มอง KM ในฐานะที่เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับใช้แก้ปัญหา ใช้พัฒนางานและสานฝันที่มุ่งมาดปรารถนาให้เป็นจริงขึ้นมา


โมเดลการจัดการความรู้

การจัดการความรู้ภายใต้แนวทางนี้ได้ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติจริง (Learning by doing) เป็นการเรียนรู้ในทุกขั้นตอนของการทำงาน เช่น ก่อนเริ่มงานจะต้องมีการศึกษาทำความเข้าใจในสิ่งที่กำลังจะทำ จะเป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเองหรืออาศัยความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงาน (Peer Assist) มีการศึกษาวิธีการและเทคนิคต่าง ๆ ที่ใช้ได้ผลพร้อมทั้งค้นหาเหตุผลด้วยว่าเป็นเพราะอะไร และจะสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้นั้นมาใช้กับงานที่กำลังจะทำนี้ได้อย่างไร ในระหว่างที่ทำงานอยู่ก็เช่นกัน จะต้องมีการทบทวน (Review) การทำงานอยู่ตลอดเวลาเรียกได้ว่าเป็นการเรียนรู้ที่ได้จากการทบทวนกิจกรรมย่อยในทุก ๆ ขั้นตอน หรือใช้เครื่องมือที่เรียกว่า After Action Review (AAR) คือหมั่นตรวจสอบอยู่เสมอว่าจุดมุ่งหมายของงานที่ทำอยู่นี้คืออะไร กำลังเดินไปถูกทางหรือไม่เพราะเหตุใด มีปัญหาอะไรหรือไม่ จะต้องทำอะไรให้แตกต่างไปจากเดิมหรือไม่อย่างไร และนอกจากนั้นเมื่อเสร็จสิ้นการทำงานหรือเมื่อจบโครงการ (ไม่ควรเกิน 2-3 สัปดาห์) ก็จะต้องมีการทบทวนสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ทำมาแล้ว โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Retrospect ว่ามีอะไรบ้างที่ทำได้ดี มีอะไรบ้างที่ต้องปรับปรุงแก้ไขหรือรับไว้เป็นบทเรียน (Lesson Learned) ซึ่งการเรียนรู้ทั้ง 3 ขั้นตอนนี้ถือว่าเป็นหัวใจของกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นวงจรอยู่ตรงส่วนกลางของโมเดลการจัดการความรู้นั่นเอง


อย่างไรก็ตาม การที่มีเพียงแค่วงจรการเรียนรู้นั้นคงยังไม่สามารถเรียกได้เต็มปากว่าเป็นการจัดการความรู้จนกว่าจะมีการจัดการทำให้เกิดวงจรอีกสองวงขึ้นดังต่อไปนี้
วงจรวงที่สองเป็นวงจรที่อยู่ด้านบนของวงจรการเรียนรู้ เป็นการเน้นให้เห็นถึงความจำเป็นในการ “ค้นหา” แหล่งความรู้ต่าง ๆ (Source of Knowledge : SoK) ที่อยู่ข้างนอก ซึ่งอาจจะเป็นตัวบุคคล (ผู้ชำนาญการ) วิธีปฏิบัติชั้นเยี่ยม (Best Practice) ข้อมูลที่ได้จาก Website หรือ ความรู้ที่ได้จากการ “คบหา” แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งต่อหน้า (Face to Face) หรือผ่าน Virtual Community โดยที่จะต้องสามารถ “คว้า” เอาความรู้ที่ต้องการมาใช้โดยไม่ลืมขั้นตอนการตรวจสอบความถูกต้อง และการนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมด้วย วงจรนี้จึงเป็นวงจรของการ “หา-คว้า-นำมาปรับใช้” สำหรับวงจรวงที่สามที่อยู่ส่วนล่างสุดของรูป เป็นการมองความรู้ส่วนที่มีอยู่เดิมเรียกได้ว่าเป็น Knowledge Assets หรือเป็นองค์ความรู้ (Body of Knowledge : BoK) ที่มีอยู่ ซึ่งต้องพร้อมที่จะ “ควัก” ออกมาใช้โดยผ่านการตรวจสอบและปรับใช้ให้เหมาะสมเช่นเดียวกันกับความรู้ที่มาจากแหล่งภายนอก และนอกจากนั้นเมื่อวงจรการเรียนรู้หมุนไปได้ ในที่สุดแล้วจะต้องมีขั้นตอนการ “เคี่ยว” สิ่งที่ได้เรียนรู้ให้ตกผลึกเกิดเป็นองค์ความรู้ที่เพิ่มพูนขึ้นมาอีกด้วย
กระบวนการการจัดการความรู้ที่สมบูรณ์จึงต้องประกอบด้วยวงจรทั้งสามดังที่ได้กล่าวมาแล้ว โดยที่วงจรทั้งสามนี้จะต้องมีความเป็นพลวัต (Dynamics) คือมีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ผลลัพธ์ที่ได้จากกระบวนการจัดการความรู้ตามโมเดลนี้ นอกจากจะเป็น Outcome เชิง Performance ตามที่ต้องการแล้ว ผลพลอยได้หรือ By-product อื่น ๆ ที่สามารถเห็นได้เป็นรูปธรรมก็ได้แก่ แหล่งความรู้ (SoK) และเครือข่ายที่แพร่ขยายกว้างขวางยิ่งขึ้น ปริมาณองค์ความรู้ (BoK) ที่เพิ่มพูนขึ้นซึ่งทั้งสองส่วนนี้ถือว่าเป็น Output ที่ค่อนข้างจะเห็นได้ชัดและสามารถวัดได้ในเชิงปริมาณ สำหรับส่วนที่เป็นกระบวนการ (Process) หรือ Know-how ของนักปฏิบัติจัดการความรู้ที่ทำให้วงจรทั้งสามหมุนไปได้อย่างต่อเนื่องก็จะถูกถ่ายทอดไว้จัดทำเป็นคู่มือนักปฏิบัติจัดการความรู้ ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบของการเล่าเรื่องจัดทำเป็นกรณีศึกษาหรือเป็นการอธิบายกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้และการเอื้ออำนวยในรูปแบบต่าง ๆ ที่สามารถนำมาใช้เผยแพร่เป็นประโยชน์ในวงกว้างต่อไป
สำหรับปัจจัยนำเข้าหรือ Input ที่ถือได้ว่าสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนกระบวนการดังกล่าวให้สำเร็จลุล่วงไปได้ก็คือเรื่อง “ภาวะผู้นำ” ทั้งนี้เนื่องจากการจัดการความรู้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ “คน” และเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าโดยเนื้อแท้แล้ว คนจะไม่ยอม “ถูกจัดการ” แต่จะต้องอาศัยใช้สิ่งที่เรียกว่าภาวะผู้นำเท่านั้น ซึ่งหมายถึงการเริ่มต้นตั้งแต่การสร้างความมุ่งมั่นร่วมกัน (Shared Purpose) การกำหนดหลักการสำคัญ (Set Principles) ไว้เพื่อให้แนวทางตลอดจนการปรับมุมมองหรือกรอบแนวความคิดให้อยู่ภายใต้ฐานความคิดที่ถูกต้อง (สัมมาทิฏฐิ) ตั้งแต่แรก
โมเดลการจัดการความรู้ตามที่เสนอนี้เป็นเพียงโครงร่างคร่าว ๆ สำหรับใช้สื่อสารเพื่อให้สามารถเริ่มดำเนินงานไปได้ โดยได้ให้ความยืดหยุ่นไว้อย่างเต็มที่ เพื่อให้องค์กรภาคีสามารถปรับแต่งใช้ได้ภายใต้บริบทและโจทย์ของปัญหาที่ต่างกัน


บทสรุป
สังคมไทยห่างไกลจากการเป็น “สังคมการเรียนรู้” เพราะในอดีตที่ผ่านมาเรามักจะทิ้งภารกิจที่สำคัญยิ่งนี้ไว้กับระบบการศึกษาของชาติ มาถึงวันนี้เราต่างก็ได้ตระหนักกันดีแล้วว่าการเรียนรู้เป็นพันธกิจแห่งชีวิตที่คนทุกคนไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะอยู่ในชุมชนหรือในองค์กรก็ตาม ต่างจะต้องร่วมกันรับผิดชอบ เราจะต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ คือต้องมองให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว คนทุกคนล้วนมีศักยภาพอยู่ในตนด้วยกันทั้งสิ้น เราต้องกำจัดความรู้สึกไม่ดีเกี่ยวกับตนที่อยู่ในคนให้หมดไป คนแต่ละคนจะต้องมีความภาคภูมิใจในสิ่งที่ตนมี ในสิ่งที่ตนเป็น และจะต้องรู้จักเปิดใจ ใฝ่เรียนรู้ในสิ่งที่ตนยังไม่มี ต้องกล้าพอที่จะเปิดเผยว่าตนเองมีสิ่งที่ตนต้องการจะรู้ กล้าพอที่จะขอความช่วยเหลือ ในขณะเดียวกันก็ใจกว้างพอที่จะเป็นผู้ให้ พร้อมที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อก้าวไปสู่อนาคตที่มุ่งมั่นใฝ่ฝัน ซึ่ง KM น่าจะเป็นกลไกที่ทำให้ฝันนี้เป็นจริงขึ้นมาได้
posted by Dr.Supit at 07:37 1 comments

ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์
Web Site Credibility
สุพิทย์ กาญจนพันธุ์ Ph.D.*

การประชาสัมพันธ์องค์กร หรือส่วนบุคคลโดยการนำเสนอเผยแพร่ผ่านเครือข่าย WWW เป็นไปอย่างแพร่หลายรวดเร็ว การประเมินหรือให้ความสำคัญกับสาระของเว็บไซต์จึงจำเป็นต้องมีเกณฑ์ สำหรับผู้บริโภคข่าวสารว่า จะเชื่อหรือไม่เชื่อสารสนเทศเหล่านี้มากน้อยเพียงใด
จากการสำรวจของ Persuasive Technology Lab ของมหาวิทยาลัย Stanford จากกลุ่มตัวอย่าง 1400 ตัวอย่าง ทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรปเมื่อประเมินเว็บไซต์จำนวน 51 แห่ง พบว่า มีปัจจัยบางประการช่วยเสริมความน่าเชื่อถือ และปัจจัยบางประการที่ทำให้เว็บไซต์มีความน่าเชื่อถือลดลง จากปัจจัยรวมทั้งเจ็ดประการ พบว่า 5 ปัจจัยแรกมีส่วนทำให้เกิดความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้นได้แก่ ก.รู้สึกอยู่ในโลกของความเป็นจริง (real-world feel)
ข. ใช้งานง่าย (ease of use)
ค. เป็นผู้ชำนาญการ (expertise)
ง. ความไว้เนื้อเชื่อใจได้ (trustworthiness)
จ. เอาใจใส่ต่อผู้เยี่ยมชม (tailoring)
ปัจจัยที่ทำให้ความน่าเชื่อถือลดลงคือ :
ฉ. มีลักษณะเพื่อการค้า (Commercial implications)
ช. ความเป็นมือสมัครเล่น (amateurism)
ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ทั้งทางบวกและทางลบ จึงเป็นสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาในการออกแบบเว็บไซต์ต่อไป









รองศาสตราจารย์ ดร.สุพิทย์ กาญจนพันธุ์
*คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
*นักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการ การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมวุฒิสภา
ที่มาของปัญหา
ท่านที่เคยท่องเว็บจะสังเกตพบว่า มีเว็บไซต์หลาย ๆ แห่งนำเสนอสารสนเทศลักษณะด้อยคุณค่า หรือนำเสนอข้อความทำให้เกิดความเข้าใจผิด , หรือไม่นำเสนอสารสนเทศใด ๆ แต่มีชื่อ URL หรือเว็บไซต์เท่านั้น (Under Construction-หรือกำลังก่อสร้างทั้งปี1!!!) นักท่องเว็บจึงเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับคุณภาพของเว็บต่าง ๆ อันเป็นเหตุให้บรรดาผู้สร้างเว็บต้องสำรวจตรวจสอบตนเองว่า เว็บที่สร้างขึ้นมีความน่าเชื่อถือได้เพียงใด ในปัจจุบันการออกแบบเว็บไซต์มักใช้ศิลปะมากกว่าความเป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งไม่มีงานวิจัยใด ๆ ชี้ว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง

ความน่าเชื่อถือนั้นเป็นฉันใด?
ความน่าเชื่อถือ (credibility) อาจนิยามได้ว่า หมายถึง ความเชื่อได้ (believability) ดังเช่น คนน่าเชื่อถือได้ สารสนเทศที่น่าเชื่อถือก็คือสารสนเทศที่เราเชื่อได้นั่นเอง ความน่าเชื่อถือยังมีลักษณะสองประการคือ ความรู้สึกว่ามีคุณภาพ คุณภาพที่ผู้คนรับรู (Perceired) ดังกล่าว อาจไม่มีอยู่ในบุคคล , วัตถุหรือสารสนเทศจริง ๆ ก็ได้
ดังนั้นการอภิปรายถึงคุณภาพของคอมพิวเตอร์ใด ๆ จึงจำเป็นต้องกล่าวถึงความน่าเชื่อถือได้จากการรับรู้ (Perception of credibility) เสมอ
นักวิชาการเชื่อว่าการรับรู้เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือได้เป็นผลมาจากสมองได้ประเมินปัจจัยหลากหลายไปพร้อม ๆ กัน ปัจจัยสำคัญ ๆ อาจได้แก่ ;
ก. ความไว้เนื้อเชื่อใจได้ (trustworthiness) เป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่นักท่องเว็บจะประเมินสารสนเทศต่าง ๆ ผ่านเว็บเพจส์ ประกอบด้วยความตั้งใจจริง (well intentioned) , ความมีสัจจะ (truthful) , ความไม่ลำเอียง (unbiased) ความไว้เนื่อเชื่อใจได้จึงย่อมบ่งบอกถึงความดีงามและมีจรรยาบรรณของเว็บไซต์
ข. ความเป็นผู้ชำนาญการ (expertise) หมายถึง มีความรอบรู้ มีประสบการ มีสมรรถนะ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะบ่งบอกถึงความรู้ และทักษะที่เว็บไซต์แสดงออกมา
เมื่อรวมทั้งสองปัจจัยเข้าด้วยกันอาจสรุปได้ว่า เว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือได้เป็นอย่างสูง จะต้องทำให้ผู้มาเยี่ยมชมรับรู้ว่า มีความไว้เนื้อเชื่อใจได้ และความเป็นผู้ชำนาญการในระดับสูง

ผลการวิจัยสรุปได้ว่า ;
บุคคลโดยทั่วไปส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเพศ อายุ หรือที่อยู่อาศัย จะประเมินความน่าเชื่อถือได้ของเว็บไซต์คล้าย ๆ กัน จึงสามารถนำผลการวิจัยมาสรุปเพื่อการออกแบบเว็บไซต์ได้ดังต่อไปนี้
1. ออกแบบเว็บไซต์ให้แสดงเอกลักษณ์ขององค์กร
การแสดงที่อยู่หมายเลขโทรศัพท์ และภาพถ่ายของบุคคลในองค์กรเพี่อให้ผู้สนใจติดต่อค้นหาได้ จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความน่าเชื่อถือได้

2. การออกแบบให้ใช้งานง่าย สามารถเข้าถึงสารสนเทศได้ไม่เกิน 3 คลิ๊ก ที่สำคัญถ้ามีการลิงค์ต้องมีสารสนเทศอยู่จริง สามารถมองหาเครื่องหมายนำทาง (navigator) ได้ง่าย
3. แสดงถึงความเป็นผู้ชำนาญการ เช่น มีชื่อนักเขียนบทความ , การอ้างอิงชัดเจน
4. แสดงถึงความไว้เนื่อเชื่อใจได้ , เช่น การเชื่อมโยงถึงเว็บไซต์อื่น ๆ จะต้องบอกถึงความจำเป็นและความสำคัญของสาระนั้น ๆ อันแสดงให้เห็นถึงความซื่อสัตย์ ความไม่ลำเอียง ซึ่งบางครั้งขัดกับนโยบายขององค์กรเหล่านั้นซึ่งมุ่งแต่การประชาสัมพันธ์ตนเอง
5. การเอาใจใส่ต่อผู้เยี่ยมชม หรือผู้ใช้งาน เช่น yahoo mail จะขึ้นคำว่า welcome to yahoo mail (ซึ่งผู้ใช้งาน) ทุกครั้งที่เรา sign in เข้าไปเป็นต้น
6. หลีกเลี่ยงการโฆษณาบนเว็บไซต์ คนส่วนมากไม่ชอบการโฆษณาบ้าบิ่น การนำโฆษณามาผสมผสานกับสาระบนเว็บเพจทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง อย่างไรก็ตามผลการวิจัยชี้ว่า banner ads หรือป้ายโฆษณาเล็ก ๆ น่ารัก ๆ จะช่วยให้เพิ่มความน่าเชื่อถือได้
7. หลีกเลี่ยงความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ผลการออกแบบเว็บไซต์จะต้องมีลักษณะมืออาชีพ ความผิดพลาดเพียงน้อยนิด เช่น พิมพ์ชื่อคนผิดไปวางภาพกับคำอธิบายผิดตำแหน่ง เว้นวรรคผิดที่ จะทำให้ความน่าเชื่อถือลดลงอย่างมาก
จากการทำวิจัยซ้ำของ Stanford และ Makorsky และ Company ในปี 2002 พบปัจจัยที่ทำให้เว็บไซต์น่าเชื่อถือได้เพิ่มขึ้นดังนี้
1. การเพิ่มคุณค่าให้กับเว็บไซต์ โดยการปรับปรุงสาระให้ทันสมัย ตอบคำถามบนเว็บบอร์ด ส่งอีเมลล์ยืนยัน หรือตอบรับในสิ่งที่จะตกลงกัน มีความสามารถในการช่วยกัน สามารถพิมพ์หน้าออกมาได้ง่าย มีหมายเลขโทรศัพท์หรือเมลล์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับติดต่อได้
2. ปกป้องความดีงามของสาระ โดยแยกออกจากโฆษณาอย่างเด่นชัดไม่มีโฆษณามากเกินไป ทั้งลักษณะ banner และ pop-up บทความต้องมีอ้างอิง หรือผู้แต่งเสมอ
3. หน้าตา ดูดี มีลักษณะการออกแบบเป็นมืออาชีพ ใช้ศิลปะอย่างมีรสนิยม เหมาะสมกับสาระ ไม่มีตัวสะกดผิดพลาด เว้นวรรคผิด ๆ นามสกุลของเว็บไซต์ (domain name) ต้องเป็นของสถาบัน ถ้าเป็นของฟรีทั่วไป เช่น Geocities, AoL จะมีความน่าเชื่อถือลดลง
4. ต้องแน่ใจว่าทุกองค์ประกอบทำงานได้ การเชื่อมโยงไม่ได้ การแฮ้งก์หรือหยุดทำงานดื้อๆ ทำให้น่าเชื่อหน่อย เวลาที่ใช้ดาวน์โหลดต้องไม่น่านเกินไป ดังนั้นการใส่กราฟฟิกจำนวนมากบนโฮมเพจจริงไม่เป็นการถูกต้อง
5. ชื่อเสียงในโลกความจริงขององค์กรจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเว็บไซต์ของหน่วยงานนั้นๆ หรือการลิงค์ไปสู่องค์กรเสื่อมเสียย่อมส่งผลต่อเว็บไซต์โดยตรง
ผลงานวิจัยเชิงปริมาณของ Stanford Persuasine Technologylab เป็นการสำรวจชาว Ango saxon ในอเมริกาและยุโรปไม่รวมชาวเอเชียอย่างเราท่านที่มีวัฒนธรรมต่างกัน ขอเชิญนำไปปรับใช้ตามความเหมาะสมของเหตุการณ์บ้านเรา
รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้จาก
http://credibility.stanford.edu/
posted by Dr.Supit at 07:33 2 comments

วันพุธที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2551

ปัจฉิมวิบาก


ให้นักศึกษาแคะ แงะ แซะ จับเก็บภูมิปัญญาดั้งเดิมของไทย หนึ่งเรื่อง จากประเด็นใดก็ได้ ดังนี้ ก.อาหาร ข.เครื่องนุ่งห่ม ค.ยารักษาโรค ง.ที่อยู่อาศรัย โดยภูมิปัญญาดังกล่าวต้องไม่สามารถ สืบค้นได้จาก Internet.......

Happy New Year

ดร.สุพิทย์ กาญจนพันธุ์
ปล.เรื่องราวของแต่ละคนต้องไม่ซ้ำกัน
ให้พิมพ์ชื่อจริงและรหัส ต่อท้ายบทความ
posted by Dr.Supit at 08:41 42 comments